การเรียนรู้

10 วิธีการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยน กระบวนทัศน์ ในการแก้วิกฤตของประเทศ
คอลัมน์ โค้ชข้างสังเวียน  โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษฐ์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่  13  มิถุนายน 2548  ปีที่ 29 ฉบับที่ 3696 (2896)

ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งในสังคมไทยปัจจุบันที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในแนวความคิด การพัฒนาประเทศ รวมทั้งการบริหารจัดการที่เน้น คนเป็นศูนย์กลางแบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการ การเรียนรู้แนวความคิดนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในชีวิต จากการที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานกับบรรดา นักคิด นักปฏิบัติที่เป็นทั้งคนดี คนเก่ง ระดับชั้นยอดๆ ทั้งภายในภายนอกประเทศ ภายในประเทศนั้นมีทั้งท่านผู้ที่อยู่ในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ตลอดจนผู้นำทางด้านภูมิปัญญาในระดับท้องถิ่น หรือรากหญ้าทั้งหลาย

ปัจจุบันนี้บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในระหว่างจุดเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีความสำคัญต่อความอยู่รอดปลอดภัย ความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนของผู้คนในสังคมอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติ ปัญหาร้ายๆ ต่างๆ ที่ประเทศชาติของเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นไปในเรื่องคอร์รัปชั่น ภัยธรรมชาติ น้ำมันแพง โจรก่อการร้าย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่จำเป็นจะต้องอาศัยแนวทางแก้ไขที่เป็นการสร้างจิตสำนึก พฤติกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่คนในสังคม ซึ่งต่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวความคิด วิธีจัดการในลักษณะที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางแบบองค์รวม หรือบูรณาการแทบทั้งสิ้น

การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 จำเป็นจะต้องอาศัยจิตสำนึกใหม่ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางแบบบูรณาการ ซึ่งจำเป็นจะต้องจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของคนโดยรวมมากมาย การสร้างจิต สำนึกใหม่มิได้แค่สอนให้รู้ ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ หรือการจัดการกับความรู้ (knowledge management) เพื่อก่อให้เกิด

- จิตสำนึกแห่งการเป็นพวกเดียวกัน มีเอกภาพในความหลากหลาย- จิตสำนึกแห่งการเป็นมิตรต่อกัน

- จิตสำนึกแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน

- จิตสำนึกแห่งการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไว้วางใจกัน

- จิตสำนึกในการสร้างพลังร่วมของหมู่คณะ


ศ.นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม เป็นกัลยาณมิตร เพื่อร่วมอุดม การณ์แน่วแน่ของผู้เขียนผู้หนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดที่เป็นแก่นเพื่อการปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นหัวใจหรือจุดคานงัดสำคัญในการดำเนินงานจัดการกับความรู้ เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้กระบวนทัศน์ในการพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางแบบบูรณาการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และเห็นควรนำมาถ่ายทอดไว้ในที่นี้ โดยเสนอเป็น “ทศปฏิบัติ” หรือการดำเนินการ 10 ประการ พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้คือ

ประการที่ 1 จะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การของหน่วยราชการจากวัฒนธรรมอำนาจ เป็นวัฒนธรรมความรู้ จากการบริหารงานแบบควบคุม สั่งการ รวบอำนาจ (command and control) แบบหวงอำนาจ เป็นบริหารงานแบบฟื้นฟูพลังอำนาจ (empower) ที่มีอยู่ในตัวตนของคนในองค์กร ในลักษณะการเรียนรู้ด้วยกันประการที่ 2 การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) จะต้องดำเนินการให้คนในองค์การร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ (ปณิธาน) ความมุ่งมั่น (purpose) และเป้าหมาย (goal) ในการทำงานร่วมกัน โดย ไม่ได้แค่ร่วมกันกำหนดเท่านั้น แต่ต้องร่วมกันตี ความ ทำความเข้าใจซ้ำๆ จนลึกลงไปถึงวิธีปฏิบัติ พฤติกรรม ความเชื่อ และคุณค่า จนเกิดสภาพความเป็นเจ้าของ (ownership) ในวิสัยทัศน์นั้นในสมาชิกทุกคนขององค์การ ซึ่งเป็นการนำไปสู่การสร้างพลังรวมหมู่ สร้างพลังทวีคูณ (synergy) ในการทำงาน

ประการที่ 3 การสร้างและใช้ความรู้ในการทำงาน เมื่อมีการทำงาน ผู้ปฏิบัติงานจะมีประสบ การณ์ ในประสบการณ์มี “ความรู้ในคน” (tacit knowledge) อยู่ ถ้าเอาความรู้จากประสบการณ์ ในผู้ร่วมงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจะเกิดการยกระดับความรู้ สำหรับนำไปใช้ในการทำงานให้มีผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น

ประการที่ 4 การใช้ยุทธศาสตร์ “เรียนลัด” ในการทำงาน รู้จักเสาะหาความรู้ที่มีอยู่แล้ว ใช้การได้ดีอยู่แล้ว มาต่อยอดดัดแปลงใช้งานให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้ต้องเสียเวลา มุ่งคิดค้นหาวิธีทำงานใหม่ๆ ด้วยตนเอง

ประการที่ 5 การสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยยุทธศาสตร์เชิงบวก คือการเสาะหาตัวอย่าง “วิธีการยอดเยี่ยม” ในการบริหารจัดการเน้นคนเป็นศูนย์กลางให้พบ แล้วนำมายกย่องและจัดกระบวน การ “แบ่งปันความรู้” เพื่อขยายผลไปหน่วยงานอื่นๆ ภายในองค์การ ยุทธศาสตร์นี้ไม่มุ่งเน้นเสาะหาปัญหา ไม่เน้นการแก้ปัญหา แต่มุ่งเสาะหาความสำเร็จ เน้นการขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ ซึ่งยิ่งสร้างเจตคติเชิงบวก วิธีคิดเชิงบวก

ประการที่ 6 การจัดพื้นที่หรือเวที สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งอย่างไม่เป็นทางการ และอย่าง เป็นทางการ สำหรับให้คนในองค์การได้พบปะกันโดยตรง

ประการที่ 7 การพัฒนาคน โดยเน้นการพัฒนาคนผ่านการทำงานไปพร้อมๆ กัน คนที่เกิดการพัฒนาจะเป็นบุคคล เรียนรู้ มีทักษะในการ “เรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติงาน” (interactive learning through action) มีทักษะในการใช้ความรู้ในการปฏิบัติงาน มีทักษะในการเรียนรู้จากผู้อื่น มีทักษะในการแบ่งปันความรู้ ฯลฯ

ประการที่ 8 การจัดระบบให้คุณให้รางวัล รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน ยศถาบรรดาศักดิ์เสมอไป รางวัลแก่ผลงานอาจต้องให้ แต่ทีมงานที่ร่วมกันสร้างผลสำเร็จ ควรหลีกเลี่ยงการลงโทษความล้มเหลวที่เกิดจากการริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์การ แต่ควรส่งเสริมให้มีการเรียนรู้จากความล้มเหลว

ประการที่ 9 การสร้างเครือข่ายในการทำงานเพื่อเพื่อนร่วมทาง การทำงานโดดๆ ตามลำพังแต่เพียงองค์กรเดียวจะขาดพลัง พอทำไประยะหนึ่งจะล้า ท้อถอย และอาจล้มเหลวได้

ประการที่ 10 การจัดทำ “ขุมความรู้” (knowledge assets) ขุมความรู้เป็นการรวบรวมความรู้ที่ถอดมาจากการทำ “ความรู้จากการปฏิบัติ” และความรู้เพื่อการปฏิบัติ เมื่อได้รวบรวมเป็น “ขุมความรู้” บันทึกไว้ก็จะทำให้ความรู้ของบุคคลกลายเป็นความรู้ขององค์การ สามารถนำมาใช้ได้ง่าย และมีการจัดระบบให้ค้นหาง่าย รวมทั้งคอยปรับ ปรุงให้ “สด” ทันสมัย


เห็นจะต้องขอบคุณคุณหมอวิจารณ์ ที่ได้รับทราบถึง 10 วิธีการจัดการความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลางแบบบูรณาการได้อย่างชัดเจน

การจัดการกับความรู้ตามวิธีการดังกล่าวนี้ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการที่ผู้บริหารองค์กรในทุกระดับนำไปใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อ ให้สามารถนำกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาประเทศ ออกมาสู่ภาคปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับการบริหารของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อไป

ในทรรศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่า อุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการจัดการความรู้ก็คือ การประพฤติปฏิบัติตนของผู้นำภายในองค์กร คือ ไม่รู้จัก ไม่สนใจกับการจัดการความรู้ ชอบรวมศูนย์อำนาจ แก่งแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูงจนขาดความสามัคคีกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรม อำนาจ ที่ยึดนายเป็นศูนย์กลาง (boss centred) ผู้คนในองค์การแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อนาย ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้และทำงานเพื่อสนองนโยบายของนายเป็นหลัก คนที่ทำงานภายในวัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเคยชิน ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ก็จะหดหายไป มีผลงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการแบบนายกับลูกน้องในแนวดิ่ง นำศักยภาพของคนออกมาใช้ได้แค่ร้อยละ 10 เท่านั้น

ผู้เขียนอยากเห็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางแบบบูรณาการ โดยการจัดการกับความรู้ เป็นวาระสำคัญของชาติ (national agenda) อย่างเด่นชัด มิฉะนั้นแล้วดูท่าปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราจะแก้กันยากเสียแล้ว

ที่มา: http://www.goodpracticemodel.com/webboard/index.php?topic=22.0

Leave a response

คุณต้องเข้าสู่ระบบ เพื่อจะพิมพ์ความเห็น